
Apple
WSJ เผยซัพพลายเออร์ชิปหน่วยความจำที่เคยถูก Apple กดดัน กำลัง “เอาคืน” ในยุคชิปขาดตลาดจาก AI
รายงานเผยผู้ผลิตชิปหน่วยความจำแฟลชที่เคยถูก Apple ใช้อำนาจต่อรองกดดันมาหลายปี กำลังได้เปรียบในยุคที่บริษัท AI กว้านซื้อชิปจนขาดตลาด
By
Rolfe Winkler จาก The Wall Street Journal รายงานว่าผู้ผลิตชิปหน่วยความจำแฟลช (Flash storage) ที่เคยถูก Apple ใช้อำนาจต่อรองกดดันมาหลายปี กำลังได้ “เอาคืน” Apple ในช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจากชิปหน่วยความจำขาดตลาดอย่างหนัก จากการที่บริษัท AI สร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ต้องใช้ทั้งหน่วยเก็บข้อมูลแฟลชและแรมจำนวนมาก
ตั้งแต่ iPhone ได้รับความนิยม Apple ก็กลายเป็นผู้ซื้อชิปแฟลชรายใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้มีอำนาจต่อรองสูงมาก โดยรายงานระบุว่าในยุคของ Tony Blevins อดีตหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อของ Apple บริษัทใช้วิธีต่อรองที่ค่อนข้างแข็งกร้าว เช่น สั่งซื้อชิปในราคาต่ำมาก แต่บางครั้งก็ปฏิเสธการรับสินค้าหากราคาชิปในตลาดลดลง ทำให้ซัพพลายเออร์ต้องแบกสต็อกชิปที่ขายไม่ออก รวมถึงชิปที่ผลิตมาเฉพาะให้ Apple ด้วย
นอกจากนี้รายงานยังระบุว่า Apple เคยกดดันให้ผู้ผลิตชิปเปิดบัญชีให้ตรวจสอบยอดขาย เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีลูกค้ารายอื่นได้ราคาดีกว่า Apple และยังมีกรณีเมื่อราวปลายปี 2015 ที่ Sandisk ปฏิเสธส่งชิปเพิ่มให้ Apple เพราะมีลูกค้ารายอื่นยอมจ่ายแพงกว่า โดยแหล่งข่าวเผยว่า Blevins ได้ข่มขู่พนักงานขายของ Sandisk ว่าจะตอบโต้กลับ
แต่สถานการณ์ก็เปลี่ยนไปเมื่อเข้าสู่ยุค AI โดยตามการประเมินของ TechInsights เมื่อ 2 ปีก่อน Apple ซื้อชิปแฟลชเกือบสองเท่าของ Microsoft, Amazon, Meta และ Google รวมกัน แต่ตอนนี้กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่เหล่านี้ซื้อมากกว่า Apple ถึงสองเท่า
ผลกระทบส่วนใหญ่ก็ตกไปอยู่ที่ผู้บริโภค เพราะปีนี้ Apple ได้ขึ้นราคาสินค้ามากกว่าสิบรายการ ทั้ง iPhone, iPad, Mac, HomePod และ Apple TV โดยอ้างว่าเป็นผลจากชิปหน่วยความจำขาดตลาด แต่ Apple เองก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน TechInsights ประเมินว่าเมื่อลูกค้าจ่าย $200 เพื่ออัปเกรด iPhone 18 Pro จาก 256GB เป็น 512GB Apple จะได้กำไรขั้นต้นราว $134 ลดลงจาก $185 สำหรับการอัปเกรดแบบเดียวกันบน iPhone 17 Pro เมื่อปีที่แล้ว
ด้านโฆษกของ Apple ให้ความเห็นกับ WSJ ว่า Apple ร่วมงานกับซัพพลายเออร์หลายรายมาหลายสิบปี ให้คุณค่ากับความร่วมมือเป็นอย่างมาก และหวังว่าจะได้ทำงานร่วมกันต่อไป
ทั้งนี้ SK Hynix ได้คาดการณ์ในการประชุมรายงานผลประกอบการสัปดาห์นี้ว่าปัญหาชิปหน่วยความจำขาดตลาดจะยังคงอยู่ไปจนถึงปี 2030 ซึ่งหมายความว่า Apple อาจต้องรออีกอย่างน้อย 4 ปีกว่าที่สถานการณ์จะกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกครั้ง
ที่มา – MacRumors, The Wall Street Journal
