
AirPods
เปรียบเทียบ AirPods 5 กับ AirPods Pro 3 ต่างกันอย่างไร ซื้อรุ่นไหนดี?
AirPods 5 มีระบบตัดเสียงรบกวนในราคาเริ่มต้นแค่ 4,790 บาท แล้วยังคุ้มไหมที่จะจ่ายเพิ่มไปเป็น AirPods Pro 3 ราคา 8,490 บาท บทความนี้สรุปให้ดู
By
หลังจากที่ Apple เปิดตัว AirPods 5 ไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ที่มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation เป็นมาตรฐานในทุกรุ่น ทำให้ช่องว่างระหว่าง AirPods รุ่นธรรมดากับรุ่น Pro แคบลงกว่าเดิมมาก หลายๆคนจึงอาจสงสัยว่าระหว่าง AirPods 5 ที่ราคาเริ่มต้น 4,790 บาท กับ AirPods Pro 3 ที่ราคา 8,490 บาท ต่างกันอย่างไร และคุ้มไหมที่จะจ่ายเพิ่ม ในบทความนี้เราจะมาสรุปให้ฟังกัน
ตารางเปรียบเทียบสเปค
| AirPods 5 | AirPods 5 พร้อมเคสชาร์จไร้สาย | AirPods Pro 3 | |
| ดีไซน์ | Open-ear | Open-ear | In-ear |
| ชิป | H2 | H2 | H2 |
| ANC | มี | มี | มี |
| วัดอัตราการเต้นหัวใจ | ไม่มี | ไม่มี | มี |
| ฟีเจอร์สุขภาพการได้ยิน | ไม่มี | ไม่มี | มี |
| แบตเตอรี่ (เปิด ANC) | 4 ชม. / รวมเคส 20 ชม. | 5 ชม. / รวมเคส 22 ชม. | 8 ชม. / รวมเคส 24 ชม. |
| การชาร์จเคส | USB-C | USB-C, Qi, ที่ชาร์จ Apple Watch | USB-C, Qi, ที่ชาร์จ Apple Watch, MagSafe |
| ลำโพงในเคส | ไม่มี | มี | มี |
| Precision Finding | ไม่มี | ไม่มี | มี |
| ปัดปรับเสียงที่ก้าน | ไม่มี | มี | มี |
| ทนน้ำ | IP57 | IP57 | IP57 |
| ราคา | 4,790 บาท | 5,490 บาท | 8,490 บาท |
สิ่งที่เหมือนกัน
AirPods 5 และ AirPods Pro 3 ใช้ชิป H2 เหมือนกัน มีระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation, Transparency mode, Adaptive Audio, Conversation Awareness และ Personalized Spatial Audio ทนฝุ่น เหงื่อ และน้ำในระดับ IP57 เท่ากัน และรองรับฟีเจอร์ Live Translation แปลภาษาแบบเรียลไทม์ด้วย
ดังนั้นในการใช้งานทั่วไป อย่างฟังเพลง ดูหนัง หรือคุยโทรศัพท์ AirPods 5 ก็ทำได้แทบครบเหมือนรุ่น Pro เลยทีเดียว
ดีไซน์และการสวมใส่
AirPods 5 ใช้ดีไซน์แบบเปิด (Open-ear) ไม่มีจุกซิลิโคน ตัวหูฟังจะวางอยู่ในหูเฉยๆ เหมาะกับคนที่ไม่ชอบความรู้สึกอุดหู ส่วน AirPods Pro 3 เป็นแบบ In-ear มาพร้อมจุกซิลิโคน ทำให้แนบสนิทกับหูและไม่หลุดง่าย

ซึ่งจุดนี้แหละที่เรามองว่าเป็นความแตกต่างมากสุดเพราะหลายๆก็ไม่ชอบหูฟังแบบ In-ear เพราะอาจจะรู้สึกอึดอัดได้
ระบบตัดเสียงรบกวนและคุณภาพเสียง
ถึงแม้ AirPods 5 จะมีระบบตัดเสียงรบกวนที่ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนถึง 1.5 เท่า แต่ Apple ระบุว่า AirPods Pro 3 ยังตัดเสียงรบกวนได้ดีกว่า AirPods 5 สูงสุดถึง 3 เท่า เพราะจุกซิลิโคนช่วยปิดช่องหูได้สนิทกว่า ซึ่งเหมาะมากสำหรับคนที่ต้องเดินทางบ่อยหรือทำงานในที่เสียงดัง
สำหรับเรื่องเสียงนั้นหลายๆคนเผยว่า AirPods Pro 3 ยังคงให้เสียงที่ดีกว่า แต่ AirPods 5 ก็จัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลย โดยความแตกต่างหลักๆอยู่ที่เสียงกลางต่ำ ซึ่งถ้ามีโอกาสก็อยากให้ทุกคนได้ลองทั้ง 2 ตัวก่อนตัดสินใจซื้อจะได้ช่วยตัดสินใจได้มากขึ้น
ฟีเจอร์สุขภาพที่มีเฉพาะ AirPods Pro 3
AirPods Pro 3 มีฟีเจอร์ด้านสุขภาพที่ AirPods 5 ไม่มี ได้แก่
- วัดอัตราการเต้นของหัวใจระหว่างออกกำลังกาย ใช้งานร่วมกับแอปฟิตเนสบน iPhone ได้โดยไม่ต้องใส่ Apple Watch และถ้าใส่ Apple Watch ด้วย ระบบจะเลือกใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์ที่แม่นยำกว่าตามประเภทการออกกำลังกาย ซึ่งใน iOS 27 ยังรองรับ GymKit บน iPhone ทำให้ใช้ iPhone กับ AirPods Pro 3 ได้ประสบการณ์คล้าย Apple Watch ตอนเข้ายิม
- ฟีเจอร์สุขภาพการได้ยิน ทั้ง Hearing Test ที่ทดสอบการได้ยินได้ใน 5 นาที, Hearing Aid ที่ทำงานเป็นเครื่องช่วยฟั และ Hearing Protection ที่ช่วยลดเสียงดังจากสภาพแวดล้อม

แบตเตอรี่และเคสชาร์จ
- AirPods 5: ฟังได้สูงสุด 4 ชั่วโมงต่อการชาร์จเมื่อเปิด ANC และรวมเคสได้ 20 ชั่วโมง เคสชาร์จผ่าน USB-C อย่างเดียว
- AirPods 5 รุ่นเคสชาร์จไร้สาย: ฟังได้ 5 ชั่วโมง รวมเคส 22 ชั่วโมง ชาร์จได้ทั้ง USB-C, ที่ชาร์จ Apple Watch และที่ชาร์จ Qi พร้อมลำโพงในเคสสำหรับ Find My และยังปัดขึ้นลงที่ก้านเพื่อปรับเสียงได้
- AirPods Pro 3: ฟังได้นานถึง 8 ชั่วโมง รวมเคส 24 ชั่วโมง ชาร์จได้ทั้ง USB-C, Qi, ที่ชาร์จ Apple Watch และ MagSafe มีลำโพงในเคส และชิป Ultra Wideband รุ่นที่ 2 รองรับ Precision Finding ช่วยให้หาเคสได้แม่นยำ
แต่ข้อดีของ AirPods 5 คือเคสมีขนาดเล็กกว่ามาก กว้างเพียง 50.1 มม. ขณะที่เคส AirPods Pro 3 กว้าง 62.2 มม. ใครที่ชอบพกหูฟังใส่กระเป๋ากางเกงก็น่าจะถูกใจ AirPods 5 มากกว่า
เลือกซื้อรุ่นไหนดี
ถ้าให้แนะนำ สำหรับคนส่วนใหญ่ AirPods 5 รุ่นเคสชาร์จไร้สาย น่าจะเป็นตัวเลือกที่คุ้มที่สุด เพราะจ่ายเพิ่มจากรุ่นธรรมดาเพียง 700 บาท ก็ได้ทั้งแบตเตอรี่ที่นานขึ้น การปัดปรับเสียงที่ก้าน การชาร์จไร้สาย และลำโพงในเคสที่ช่วยหาเวลาลืมเคสไว้ ส่วนใครที่งบจำกัดจริงๆ AirPods 5 รุ่นธรรมดาก็ยังให้เสียงและ ANC เหมือนกันทุกอย่าง

แต่ถ้าต้องการหูฟังทีดีที่สุดและไม่ติดเรื่องที่เป็นแบบ In-ear, AirPods Pro 3 ก็ดูจะตอบโจทย์กว่าเพราะได้แบตเตอรี่ที่อึด ตัดเสียงรบกวนได้ดีกว่า คุณภาพเสียงที่ดีกว่า รวมถึงมีฟีเจอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจและฟีเจอร์สุขภาพการได้ยินอีกด้วย

