Connect with us

iPhone

Apple ประกาศเปิดตัวซีรี่ส์ iPhone 13 แล้ว! อัปเกรดกล้องหลัง, รอยบากเล็กลง, จอ 120Hz ในรุ่น Pro

เรียกว่ามาตามนัดสำหรับ iPhone 13 mini, iPhone 13, iPhone 13 Pro, และ iPhone 13 Pro Max ที่ถูกเปิดตัวแล้วเมื่อค่ำคืนนี้

เรียกว่ามาตามนัดสำหรับซีรี่ส์ iPhone 13 ที่ถูกเปิดตัวแล้วเมื่อค่ำคืนนี้ โดยมันมากันครบทั้งหมด 4 รุ่นเหมือนเดิมได้แก่ iPhone 13 mini, iPhone 13, iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ซึ่งแม้จะมีดีไซน์ที่คล้ายกับ iPhone 12 เหมือนเดิมแต่มันก็ได้มีการปรับปรุงกล้องใหม่ ใช้ชิป A15 ความจุเริ่มต้น 128GB และจอ PrMotion 120Hz บนรุ่น Pro

iPhone 13 mini และ iPhone 13

ดีไซน์

สิ่งที่เห็นได้ชัดและสดุดตาที่สุดในเรื่องของดีไซน์เลยก็คือตำแหน่งของกล้องที่ในตอนนี้มันถูกวางไว้ในแนวทแยงแล้ว โดยมันยังมาพร้อมกับขนาดหน้าจอเท่าเดิมที่ 5.4 และ 6.1 นิ้ว พร้อมด้วยกระจกแบบ Ceramic Shield ที่ทำให้หน้าจอแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมและยังสามารถกันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 อีกด้วย

อีกส่วนหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของดีไซน์และทุกๆคนก็น่าจะดีใจกันพอสมควรคือเรื่องของรอยบาก โดยทั้ง 2 รุ่นมีรอยบากที่เล็กลงแล้วเนื่องจากย้ายส่วนของลำโพงสนทนาขึ้นไปไว้ด้านบนจึงทำให้สามารถบีบ Face ID เข้ามาให้กินพื้นที่น้อยลงได้

จอแสดงผล

iPhone 13 mini และ iPhone 13 ยังคงมาพร้อมกับจอแสดงผลแบบ Super Retina XDR เหมือนเดิมเพียงแต่จะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยมันมีความสว่างเพิ่มขึ้นถึง 28% เป็นที่ความสว่างปกติ 800 นิตและความสว่างสูงสุดที่ 1,200 นิต

จึงทำให้ iPhone 13 mini และ iPhone 13 สามารถสู้แดดได้ดีขึ้น ดูวีดีโอแบบ HDR ได้เต็มอิ่มมากขึ้นและในขณะเดียวกันมันกลับประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย

แบตเตอรี่

หากใครคิดว่าแบต iPhone 12 ยังถึกไม่พอก็ขอแสดงความดีใจด้วยเพราะ iPhone 13 และ iPhone 13 mini จะสามารใช้งานได้นานขึ้นกว่าเดิมแล้ว

โดย iPhone 13 และ iPhone 13 mini ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างภายในใหม่ทำให้เหลือที่สำหรับแบตเตอรี่เยอะขึ้นและแม้ Apple จะไม่เผยว่า iPhone ทั้ง 2 มีความจุแบตเตอรี่เท่าใดแต่ Apple กล่าวว่า iPhone 13 mini สามารถใช้ได้นานขึ้น 1.5 ชั่วโมง และ iPhone 13 สามารถใช้ได้นานขึ้น 2.5 ชั่วโมงเลยทีเดียว

กล้อง

เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของ iPhone 13 และ iPhone 13 mini เลยก็ว่าได้ โดยนอกจากมันจะได้รับการวางตำแหน่งกล้องใหม่ในแนวทแยงแล้วมันก็ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ด้วยเช่นกัน

เริ่มต้นกันที่กล้องไวด์ที่มันมาพร้อมกับพิเซลขนาด 1.7 µm กับเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่จึงทำให้สามารถรับแสงได้มากขึ้นถึง 47%, ภาพมีความสว่างขึ้น, นอยซ์ลดลงและยังใช้ระบบกันสั่นแบบ Sensor-shift OIS ที่เป็นระบบกันสั่นที่ตัวเซ็นเซอร์แทนตัวเลนส์เหมือนอย่าง iPhone 12 Pro Max

กล้องอัลตร้าไวด์ก็ไม่น้อยหน้าเช่นกันโดยในรอบนี้มันมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ใหม่ที่สามารถรับแสงได้มากขึ้นจึงทำให้ภาพหรือวิดีโอที่ได้นั้นมีคสามสว่างขึ้นและนอยซ์ลดลงเช่นกัน

กล้องที่เทพขึ้นแล้วก็ต้องมาพร้อมกับซอฟต์แวร์ที่เทพขึ้นเหมือนกัน โดยกล้องบน iPhone 13 และ iPhone 13 mini จะมาพร้อมกับโหมดภาพยนตร์สำหรับถ่ายวีดีโอด้วย โดยโหมดนี้คือการถ่ายวีดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอที่เหนือขึ้นไปกว่าหลายๆแบรนด์มาก โดยมันสามาถปรับระยะชัดลึกให้อัตโนมัติเพื่อให้วิดีโอที่เรากำลังถ่ายอยู่มีความลื่นไหลมากขึ้นโดยที่เราไม่ต้องปรับเอง

นอกจากนี้มันยังสามารถบันทึกวีดีโอ HDR ในแบบ Dolby Vision และรองรับความละเอียดสูงสุดถึง 4K 60 fps อีกด้วย

ชิป A15 Bionic

ชิป A15 บน iPhone 13 และ iPhone 13 mini ยังคงใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบ 5nm เหมือนเดิม โดยมันมี CPU ทั้งหมด 6 Core ที่เร็วกว่าคู่แข่ง (Apple ไม่ได้บอกว่าใคร) ถึง 50% และ GPU ทั้งหมด 4 core ที่ดีกว่าคู่แข่ง (ไม่ได้บอกเหมือมเดิม) ถึง 30%

รวมถึงมันยังมาพร้อมกับ Neural Engine แบบ 16 core ซึ่งจะทำให้ iPhone 13 และ iPhone 13 mini สามารถประมวลผลทางด้าน AI ได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

ราคาและความจุ

iPhone 13 และ iPhone 13 mini มีการปรับเปลี่ยนความจุใหม่โดยตัดขนาด 64GB ทิ้งและเริ่มต้นที่ 128GB แทนในราคาเท่าเดิม โดยมันมีราคาและความจุใหม่ดังนี้

iPhone 13 mini

  • ขนาด 128GB ราคา 25,900 บาท
  • ขนาด 256GB ราคา 29,900 บาท
  • ขนาด 512GB ราคา 37,900 บาท

iPhone 13

  • ขนาด 128GB ราคา 29,900 บาท
  • ขนาด 256GB ราคา 33,900 บาท
  • ขนาด 512GB ราคา 41,900 บาท

โดย iPhone 13 และ iPhone 13 mini จะมีให้เลือกทั้งหมด 5 สีได้แก่ สีชมพู, สีน้ำเงิน, สีมิดไนท์, สีสตาร์ไลท์ และ (PRODUCT) RED

iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max

ดีไซน์

เหมือนกันกับ iPhone 13 และ iPhone 13 mini ที่รุ่น Pro ก็ได้รับการปรับปรุงรอยบากใหม่ให้เล็กลงเช่นกันจากการย้ายลำโพงสนทนาขึ้นไปไว้ด้านบน

รวมถึงอีกสิ่งหนึ่งที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงและพอจะเห็นได้ชัดก็คือในส่วนของกล้องที่มันมีความใหญ่และดูจะนูนเพิ่มขึ้นกว่า iPhone 12 Pro และ Pro Max พอสมควรเลย

โดย iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ยังคงมาพร้อมกับขนาดหน้าจอที่ 6.1 และ 6.7 นิ้วตามลำดับและกระจกด้านหน้าแบบ Ceramic Shield เหมือนเดิม

รวมถึงมันยังมีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นที่ IP68 เหมือนอย่างน้องๆ iPhone 13 และ iPhone 13 mini อีกด้วย

จอแสดงผล

เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ใครหลายๆคนรอคอยมานานแสนนานเลยทีเดียวกับหน้าจอแบบ 120Hz บน iPhone โดยบน iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max มาพร้อมกับจอ ProMotion ที่สามารถปรับอัตรารีเฟรชได้ตั้งแต่ 10Hz ไปจนถึง 120Hz ตามคอนเทนต์ที่แสดงอยู่บนหน้าจอ เช่น เมื่อดูรูปภาพอยู่ก็จะลดอัตรารีเฟรชเหลือ 10Hz เพราะมันไม่ได้ขยับมาก แต่เมื่อเล่นเกมตัว iPhone ก็จะดันหน้าจอไปถึง 120Hz แบบนี้เป็นต้น

นอกจากจอ 120Hz แล้ว iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ก็ยังได้รับการปรับปรุงในเรื่องของความสว่างของหน้าจอเช่นกัน โดยมันมีความสว่างเพิ่มขึ้นถึง 28% เป็นความสว่างปกติที่ 1,000 นิต และความสว่างสูงสุดที่ 1,200 นิต

แบตเตอรี่

แม้ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max จะมาพร้อมกับจอ ProMotion 120Hz แต่ Apple ก็เคลมว่ามันสามารถใช้งานได้ยาวนานขึ้นถึง 1.5 และ 2.5 ชั่วโมงตามลำดับเลยทีเดียว

โดยแม้ Apple จะไม่ได้บอกขนาดของแบตเตอรี่แต่เชื่อว่ามันต้องมีขนาดที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนเนื่องจาก Apple มีการปรับปรุงวงจรภายในของ iPhone 13 ใหม่

กล้อง

อีกหนึ่งไฮไลน์สำคัญสำหรับ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max นอกจากจอ ProMotion 120Hz เลยก็คือในส่วนของกล้องนี้แหละ

โดยขนาดของมันไม่ได้ใหญ่ขึ้นแบบพร่ำเพรื่อเท่านั้นแต่ยังได้รับการปรับปรุงให้สมกับขนาดด้วย โดยมันมาพร้อมกับกล้อง 3 ตัวอย่าง เลนส์ไวด์ เลนส์เทเล และเลนส์อัลตร้าไงด์ที่ความละเอียด 12MP เท่ากันทั้งหมด

ซึ่งเลนส์ไวด์มาพร้อมกับพิกเซลขนาด 1.9 µm ซึ่งถือว่าใหญ่สุดเท่าที่ iPhone เคยมีมา (แน่นอนก็มันใหญ่ซะขนาดนั้น) และเมื่อรวมกับรูรับแสงขนาด ƒ/1.5 ก็จะทำให้ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max สามารถถ่ายรูปในสภาวะแสงน้อยได้ดีขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

มาถึงเลนส์อัลตร้าไวด์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่เช่นกัน โดยมันมาพร้อมกับรูรับแสงขนาด ƒ/1.8 พร้อมระบบออโต้โฟกัสและซอฟต์แวร์ใหม่จึงให้ให้ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max สามารถถ่ายรูปหรือวีดีโอแบบมาโครที่ระยะโฟกัสใกล้สุดเพียง 2 เซนติเมตรได้ด้วย

และสุดท้ายกับเลนส์เทเลที่มีการปรับปรุงให้ให้สามารถซูมแบบออปติคัลได้ 3 เท่ามากขึ้นกว่า iPhone 12 Pro Max ที่ 2.5 เท่า และมีทางยาวโฟกัสถึง 77 มม.

ไม่เพียงแค่ฮาร์ดแวร์กล้องเท่านั้นที่ได้รับการอัปเกรดแต่ซอฟต์แวร์ก็เช่นกัน โดย iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max มาพร้อมกับโหมดภาพยนตร์เหมือนกับ iPhone 13 และ iPhone 13 mini แต่จะมีโหมดใหม่เพิ่มเข้ามาสำหรับนักตัดต่อโดยเฉพาะอย่าง ProRes

โดยโหมดนี้จะเป็นเหมือนโหมด ProRAW สำหรับวีดีโอ โดย ProRes จะมีการบีบอัดที่น้อยกว่าจึงสามารถนำไปใช้ในการตัดต่อต่อได้โดยไม่เสียรายละเอียด

อย่างไรก็ตามโหมด ProRes บน iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max จะยังไม่พร้อมใช้งานเมื่อมันเปิดตัว โดยจะได้รับการอัปเดตเข้ามาภายหลัง

ชิป A15 Bionic

ชิป A15 Bionic บน iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max จะมีความแตกต่างในส่วนของ GPU เมื่อเทียบกับบน iPhone 13 และ iPhone 13 mini โดยมันมี CPU เท่ากันที่จำนวน 6 core แต่ GPU บน iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max มีทั้งหมด 5 core ซึ่งมากว่าบน iPhone 13 และ iPhone 13 mini ที่ 4 core

นั่นจึงทำให้ชิป A15 Bionic บน iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max มีความเร็วทั้งในด้าน CPU และ GPU เหนือกว่าคู่แข่งถึง 50%

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max สามารถประมาลผลกราฟิกหนักๆได้ดีกว่า iPhone 13 และ iPhone 13 mini

ราคาและความจุ

iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ยังคงมีความจุเท่าเดิมเพียงแต่มีการเพิ่มความจุใหม่ที่ 1TB เข้ามาเท่านั้น โดยมันมีราคาและความจุดังนี้

iPhone 13 Pro

  • ขนาด 128GB ราคา 38,900 บาท
  • ขนาด 256GB ราคา 42,900 บาท
  • ขนาด 512GB ราคา 50,900 บาท
  • ขนาด 1TB ราคา 58,900 บาท

iPhone 13 Pro Max

  • ขนาด 128GB ราคา 42,900 บาท
  • ขนาด 256GB ราคา 46,900 บาท
  • ขนาด 512GB ราคา 54,900 บาท
  • ขนาด 1TB ราคา 62,900 บาท

โดย iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max จะมีให้เลือกทั้งหมด 4 สีได้แก่สีกราไฟต์, ทอง, เงิน และเซียร์ร่าบลูใหม่

Click to comment
To Top